วันอังคารที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

GPS


ประโยชน์ของ GPS การประยุกต์ใช้งานกับการดำรงชีวิต


การนำ GPS มาประยุกต์ใช้ เพื่อประโยชน์ในการดำเนินชีวิต
GPS เป็นเทคโนโลยีที่น่าสนใจและใกล้ตัวเราอย่างมาก และด้วยความสามารถของ GPS ทำให้ สามารถนำข้อมูลตำแหน่ง มาใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น
- ระบบนำร่อง (Navigation System)
- ระบบติดตามยานพาหนะ (Automatic Vehicle Location)
- การสำรวจพื้นที่ (Survey)
- การทำแผนที่ (Mapping) เป็นต้น

การประยุกต์ใช้งานกับการดำรงชีวิต
มีการนำ GPS มาใช้ประโยชน์ในการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นทางรถยนต์ ที่ผู้ผลิตรถยนต์หลายๆ ยี่ห้อ ได้ติดตั้งอุปกรณ์ GPS ไว้บนตัวรถ ทำงานร่วมกับแผนที่ประเทศไทย และแผนที่เมืองต่างๆ บนโลก เพื่อระบุตำแหน่งของรถยนต์บนแผนที่นั้น ก่อให้เกิดประโยชน์ในการเดินทาง การค้นหา สถานที่ และไปยังจุดหมายที่ต้องการได้แม่นยำและรวดเร็ว ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถพัฒนาไป ถึงการแก้ไขปัญหาจราจร ที่ส่วนหนึ่งเกิดจาดผู้ขับขี่ที่ไม่ชำนาญเส้นทาง จนทำให้ขับขี่ได้ช้าลง หรือหลงทางได้

ประยุกต์ใช้ในการเดินทางโดยจักรยาน
ซึ่งสามารถบันทึกเส้นทางที่เราต้องการเดินทางไป หรือนำไปยังเส้นทางที่คนอื่นได้บันทึกไว้แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ยังสามารถบอกถึงทิศทางที่จะต้องไป ระยะทางที่เหลือ และระยะทางที่จะถึงปลาย ทางด้วย (ขึ้นกับคุณสมบัติของอุปกรณ์ GPS)

ประยุกต์ใช้ในการเดินป่าโดยใช้งานคุณสมบัติของอุปกรณ์แต่ละรุ่น/ยี่ห้อ เช่น การเก็บระยะทาง โดยรวม, นาฬิกา, เข็มทิศ, เวลาพระอาทิตย์ขึ้น-ตก เป็นต้น หรือแม้แต่การติดตามตัวก็สามารถนำ ไปประยุกต์ใช้งานได้

จะเห็นแล้วว่า ประโยชน์ของ GPS มีมากมายหลากหลาย ขึ้นกับว่าจะนำไปประยุกต์ใช้ในทางที่ก่อ ให้เกิดประโยชน์กับตัวเรา หรือในเชิงธุรกิจ อีกทั้งอุปกรณ์ GPS ยังสามารถหาซื้อได้อย่างง่ายดาย หลากหลายรุ่น หลากหลายราคา และหลากหลายฟังก์ชั่นการใช้งาน ตามความต้องการที่จะนำไป ประยุกต์ใช้ได้อีกด้วย

ปัจจุบันนี้ได้มีการใช้งาน GPS ในรูปแบบต่างๆดังนี้
- การกำหนดพิกัดของสถานที่ต่าง ๆ การทำแผนที่ งานสำรวจ โดยส่านใหญ่นิยมใช้อุปกรณืที่ สามารถพกพาไปได้ง่าย มีความทนทาน กันน้ำได้ สามารถใช้กับถ่านไฟฉายขนาดมารตฐานได้
- การนำทาง ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางมีหลากหลายแบบและขนาด สามารถนำทางได้ทั้ง ภาพและเสียง ใช้ได้หลายภาษาบางแบบมีภาพเสมือนจริง ภาพสามมิติ และประสิทธิภาพอื่นๆเพิ่ม เติมเช่น multimedia Bluetooth handfree เป็นต้น
- การวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน โครงข่ายหมุดดาวเทียม GPS ของกรมที่ดิน (DOLVRS)
- การกำหนดจุดเพื่อบรรเทาสาธารณะภัย เช่น เสื้อกั๊กชูชีพที่มีเครื่องส่งสัญญาณจีพีเอส
- การวางผังสำหรับการจัดส่งสินค้า
- การนำไปใช้ประโยชน์ในขบวนการยุติธรรม เช่นการติดตามบุคคล การติดตามการค้ายาเสพติด
- การนำไปใช้ประโยชน์ทางทหาร ดูรายละเอียดเกี่ยวกับอนาคตGPS ทางทหารจากกระทรวง กลาโหมสหรัฐที่นี่ The Future of the Global Positioning System
- การกีฬา เช่นใช้ในการฝึกฝนเพื่อวัดความเร็ว ระยะทาง แคลลอรี่ที่เผาผลาญ หรือ ใช้ใน สนามกอล์ฟเอคำนวนระยะจากจุดที่อยู่ถึงหลุม
- การสันทนาการ เช่น กำนดจุดตกปลา หาระยะเวลาที่เหมาะสมในการตกปลา การวัดความเร็ว ระยะทาง บันทึกเส้นทาง เครื่องบิน/รถบังคับวิทยุ
- ระบบการควบคุมหรือติดตามยานพาหนะ การติดตามบุคคล เพื่อให้ทราบว่ายานพาหนะอยู่ที่ใด มีการเคลื่อนที่หรือไม่ มีการแจ้งเตือนให้กับผู้ติดตามเมื่อมีการเคลื่อนที่เร็วกว่าที่กำหนดหรือ เคลื่อนที่ออกนอกพื้นที่หรือเข้าสู่พื้นที่ที่กำหนด นอกจากนั้นยังสามารถนำไปใช้ในการป้องกัน การโจรกรรมและติดตามทรัพย์สินคืน
- การนำข้อมูล GPS มาประกอบกับภาพถ่ายเพื่อการท่องเที่ยว การทำรายงานกิจกรรม เป็นต้น โดยจะต้องมีเครื่องรับสัญญาณดาวเทียมติดตั้งอยู่กับกล้องบางรุ่น หรือการใช้ GPS Data Logger ร่วมกับ Software
อ้างอิงจาก 

วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

แว่นตาอัจฉริยะ


โอลิมปัสโชว์ต้นแบบ “แว่นอัจฉริยะ”
       หลังจากกูเกิลเปิดตัว “Project Glass” แว่นอัจฉริยะ เทคโนโลยีเสมือนจริงเมื่อปลายเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ดูเหมือนว่ายักษ์ใหญ่โลกเทคโนโลยีหลายค่ายจะขานรับว่ากำลังง่วนกับการพัฒนาแว่นตาอัจฉริยะหรือระบบประมวลผลที่สามารถสวมใส่ได้ (wearable computing) อยู่เช่นกัน ล่าสุดโอลิมปัส (Olympus) เปิดตัวต้นแบบแว่นตานามว่า “MEG 4.0” ซึ่งการันตีว่าชาวไอทีจะสามารถใช้งานได้ในชีวิตประจำวัน
      
       แว่นตาไฮเทคของโอลิมปัสนี้มีชื่อว่า MEG4.0 ถูกนิยามว่าเป็นต้นแบบจอภาพขนาดจิ๋วพิเศษที่สามารถสวมใส่ได้ หรือ ultra-compact wearable display prototype การเปิดตัวครั้งนี้เป็นความคืบหน้าล่าสุดของโอลิมปัส หลังจากสำนักข่าว Engadget เคยรายงานในปี 2005 ว่าโอลิมปัสเป็นบริษัทล่าสุดที่ลงทุนพัฒนาสินค้าประเภทหน้าจอสวมใส่ได้
      
       ต้นแบบแว่นตาอัจฉริยะของโอลิมปัสสามารถแสดงภาพความละเอียด QVGA ขนาด 320x240 พิกเซล ตัวแว่นสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พกพาทั้งแท็บเล็ตและโทรศัพท์มือถือได้ผ่านระบบไร้สาย Bluetooth ระบบแสดงผลสามารถโชว์ภาพโปร่งใสเพื่อให้ผู้ใช้สามารถมองเห็นโลกภายนอกได้ขณะที่ยังสวมใส่อยู่
      
       โอลิมปัสยืนยันว่าภาพจากแว่นตาอัจฉริยะนี้จะมีความสว่างสดใสชัดเจน และใช้พลังงานน้อย ที่สำคัญคือสามารถให้ภาพคมชัดเมื่อใช้งานนอกอาคาร ทั้งหมดนี้ตัวแว่นมีน้ำหนักเพียง 30 กรัมเท่านั้น
      
       ข้อมูลระบุว่า ต้นแบบแว่นสามารถฉายภาพในโหมด projection mode ต่อเนื่องนาน 2 ชั่วโมง ขณะที่การใช้งานระบบเสมือน หรือ visual fun จะทำงานได้ 8 ชั่วโมง
      
       อีกจุดที่น่าสนใจคือ ตัวแว่นจะฝังระบบเซ็นเซอร์ accelerometer เพื่อให้ระบบรู้องศาการเอียงศีรษะเมื่อสวมใส่ จุดนี้จะทำให้ผู้ใช้สามารถควบคุมหรือใช้งานแอปพลิเคชันตามการเคลื่อนไหวได้
      
       ข้อแตกต่างสำคัญของ MEG4.0 เมื่อเทียบกับ Project Glass ของกูเกิล คือแว่นตาของโอลิมปัสนั้นไม่มีกล้องดิจิตอลอยู่ภายใน ซึ่งอาจทำให้จุดยืนสินค้าแว่นของโอลิมปัสต่างจากแว่นของกูเกิล โดยแม้จะยังไม่มีการเปิดเผยคุณสมบัติที่แน่ชัด แต่กูเกิลระบุว่าตัวแว่นจะมาพร้อมกล้องดิจิตอล, หน่วยประมวลผลประสิทธิภาพสูง, หน่วยความจำที่เหมาะสม และมี touch pad หรือพื้นที่สำหรับให้ผู้ใช้แตะนิ้วเพื่อควบคุมการทำงานเครื่อง ที่สำคัญ Project Glass ยังจะมีไมโครโฟน, ลำโพง, รองรับคลื่นความถี่หลากหลาย, ติดตั้งระบบเซ็นเซอร์หลายตัวเพื่อตรวจจับการเคลื่อนไหว และมีระบบเข็มทิศ
      
       สรุปคือ กูเกิลวาง Project Glass ในฐานะแว่นตาอัจฉริยะที่เป็นเหมือนคอมพิวเตอร์เครื่องจิ๋วซึ่งทำให้ผู้ใช้สามารถค้นหาข้อมูล, อ่านข้อความ text ในอุปกรณ์พกพา, ชมวิดีโอออนไลน์, โพสต์ภาพและวิดีโอเข้าสู่เครือข่ายสังคม และทำงานอีกหลายอย่างโดยผู้ใช้ไม่ต้องเสียเวลาแตะหน้าจอ หรือล้วงหยิบอุปกรณ์ของตัวเองจากในกระเป๋า โดยล่าสุดกูเกิลประกาศให้นักพัฒนาผู้ร่วมงานประชุมนักพัฒนาประจำปี Google I/O (จัดขึ้นเมื่อปลายเดือน มิ.ย.) สามารถจ่ายเงินจองแว่น 1,500 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 46,500 บาทเพื่อรับแว่นในปี 2013
      
       แม้จะยังไม่ได้จัดส่งในวันนี้ แต่การเปิดให้สั่งจองแว่น Project Glass ครั้งนี้ทำให้ถูกมองว่าเป็นพัฒนาการสำคัญที่แสดงว่าแว่นอัจฉริยะนี้กำลังจะพร้อมออกสู่ตลาดแมสในเร็ววัน โดยจุดประสงค์ของการเปิดขายต้นแบบแว่นอัจฉริยะของกูเกิลนี้คือการเปิดกว้างให้นักพัฒนาช่วยกันเสนอข้อควรปรับปรุงแว่นตาพันธุ์ใหม่ ขณะเดียวกันก็ร่วมกันพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อให้แว่นตานี้สามารถทำประโยชน์ได้มากขึ้น
      
       ทั้งหมดนี้ เซอร์เกย์บริน (Sergey Brin) ผู้ร่วมก่อตั้งกูเกิลระบุว่าแว่นตานี้คือเทคโนโลยีใหม่ที่กูเกิลต้องการให้นักพัฒนาทุกคนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางเพื่อให้แว่นตานี้สามารถเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคจะได้ใช้งานโดยเร็วที่สุด ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าหากโครงการนี้สามารถพัฒนาได้ต่อเนื่อง แว่นอัจฉริยะรุ่นราคาไม่แพงจากกูเกิลจะสามารถเริ่มทำตลาดได้ในปี 2014
      
       กูเกิลเชื่อมั่นว่าแว่นตานี้จะทำให้วิถีการใช้งานเทคโนโลยีของผู้บริโภคเปลี่ยนไป โดยเฉพาะวิถีการแบ่งปันหรือการแชร์ภาพและวิดีโอของผู้ที่มีกิจกรรมแหวกแนว จากการสาธิต ผู้สวมแว่นของกูเกิลจะสามารถเห็นแผนที่หรือข้อความจากเพื่อนจากแว่นตา หากต้องการแชตกับเพื่อนก็สามารถทำได้จากแว่นตานี้โดยไม่ต้องถือจับอุปกรณ์พกพา เช่นเดียวกับการถ่ายภาพ ผู้ใช้จะไม่ต้องหยิบกล้องถ่ายรูปขึ้นมาเล็งอีกต่อไป รวมถึงการซื้อสินค้าบนโลกออนไลน์ที่จะไม่ต้องมีการแตะหน้าจอสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต
      
       นอกจากกูเกิล แอปเปิล (Apple) ก็มีท่าทีกำลังพัฒนาแว่นตาคอมพิวเตอร์เช่นกัน โดยบริษัทได้ยื่นจดสิทธิบัตรเทคโนโลยีหน้าจอระบบฝังตัวในแว่นตา และล่าสุดแอปเปิลเพิ่งได้รับสิทธิบัตรอุปกรณ์เสริมในรูปหน้าจอสวมศีรษะที่สามารถฉายภาพโดยตรงสู่ดวงตาผู้ใช้ได้เช่นกัน
      
       ไม่เพียงแว่นตา บริษัทไอทียังมองเห็นความเป็นไปได้ในการพัฒนาคอนแทกต์เลนส์จิ๋วที่เป็นคอมพิวเตอร์ในตัวได้ จุดนี้มีรายงานว่า บาบัก พาร์วิซ (Babak Parviz) หนึ่งในทีมพัฒนาแว่นตาของกูเกิลซึ่งมีความเชี่ยวชาญเทคโนโลยีชีวภาพนั้นเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาคอนเทกต์เลนส์อิเล็กทรอนิกส์ด้วย ซึ่งทั้งหมดยังไม่มีรายงานเพิ่มเติมในขณะนี้
      
       ทั้งหมดนี้สอดคล้องกับงานวิจัยของบริษัทฟอร์เรสเตอร์รีเสิร์ช (Forrester Research) ซึ่งวิเคราะห์ว่าอุปกรณ์ประมวลผลที่สามารถสวมใส่ได้จะนำไปสู่ “สงครามแพลตฟอร์มใหม่” ในอนาคต ซึ่งจะยกระดับจากศึกชิงแชมป์แอปพลิเคชันพกพาในปัจจุบันที่มีผู้เล่นหลักเพียงแอปเปิล กูเกิล ไมโครซอฟท์ อเมซอน และเฟซบุ๊ก

ออฟฟิศ2013



       เปิดตัวแล้วสำหรับซอฟต์แวร์สร้างงานเอกสาร “ไมโครซอฟท์ออฟฟิศ 2013 (Microsoft Office 2013)” เวอร์ชันใหม่ล่าสุด ชู 3 จุดเด่นคือ การปรับให้ระบบสามารถทำงานออนไลน์ได้อย่างไร้รอยต่อ-รองรับไฟล์ต่างค่ายได้เสรีมากขึ้น-รองรับหน้าจอสัมผัส เตรียมพร้อมผนึกในระบบปฏิบัติการ Windows 8 สำหรับแท็บเล็ตและพีซีเพื่อจำหน่ายภายในช่วงปีหน้า
      
       ไมโครซอฟท์ออฟฟิศนั้นเป็นโปรแกรมสร้างงานเอกสารที่มีผู้ใช้งานมากกว่า 1 พันล้านคนทั่วโลก โดยถูกติดตั้งบนคอมพิวเตอร์ของหน่วยงานธุรกิจมากกว่า 90% ที่ผ่านมา ไมโครซอฟท์ออฟฟิศเป็นหนึ่งในสินค้าหลักที่ทำเงินให้ไมโครซอฟท์มากกว่า 1.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อปี
      
       ล่าสุดไมโครซอฟท์เปิดรายละเอียดโปรแกรมออฟฟิศเวอร์ชันใหม่ในชื่อออฟฟิศ 2013 ที่ซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา โดยสตีฟ บอลล์เมอร์ (Steve Ballmer) ซีอีโอไมโครซอฟท์ประกาศว่าออฟฟิศ 2013 นั้นเป็นซอฟต์แวร์เจเนอเรชันใหม่ที่ผสานความสวยงามและการใช้งานลักษณะเดียวกับที่ไมโครซอฟท์สร้างสรรค์ให้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 8 (สำหรับคอมพิวเตอร์พีซี) และระบบปฏิบัติการวินโดวส์โฟน (สำหรับสมาร์ทโฟน)
      
       งานนี้ซีอีโอไมโครซอฟท์ระบุว่า ออฟฟิศ 2013 เป็นเวอร์ชันที่พัฒนายากที่สุดที่ไมโครซอฟท์เคยพัฒนามา โดยออกแบบให้ตรงความต้องการของกลุ่มนักเรียน ครอบครัว และผู้บริโภคทั่วไปที่ต้องการใช้งานเชิงธุรกิจ
      
       โปรแกรมย่อยในออฟฟิศ 2013 ทั้งโปรแกรมประมวลผลคำ Word, โปรแกรมรับส่งเมล Outlook, โปรแกรมงานคำนวณ Excel, โปรแกรมช่วยบันทึก OneNote และโปรแกรมงานนำเสนอ PowerPoint ล้วนถูกพัฒนาให้สามารถทำงานบนอุปกรณ์หน้าจอสัมผัสได้ดีขึ้น ผลจากอุปกรณ์หน้าจอสัมผัสถูกใช้งานแพร่หลายทั้งโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ต ซึ่งการสำรวจล่าสุดพบว่า ชาวออนไลน์มากกว่าครึ่งนั้นมีอุปกรณ์หน้าจอสัมผัสมากกว่า 3 อุปกรณ์
      
       ไมโครซอฟท์ระบุว่า การสำรวจพบว่าชาวออนไลน์มากกว่า 60% ระบุว่าใช้งานอุปกรณ์เดียวกันในการทำงานและจัดการชีวิตส่วนตัว ดังนั้นไมโครซอฟท์จึงต้องปรับปรุงให้ออฟฟิศ 2013 สามารถรองรับการทำงานกับหน้าจอสัมผัสได้ดีขึ้น ทำให้ผู้ใช้สามารถใช้งานได้ทั้งบนพีซีและแท็บเล็ต
      
       ครั้งนี้ไมโครซอฟท์ปรับให้ออฟฟิศ 2013 รองรับไฟล์ต่างค่ายให้ยืดหยุ่นมากขึ้น เช่นในโปรแกรม Word ผู้ใช้จะสามารถแก้ไขไฟล์นามสกุล PDF และบันทึกกลับเป็นฟอร์แมตของค่ายอะโดบี (Adobe) ได้เช่นเดิม ขณะเดียวกันก็ปรับปรุงให้ผู้ใช้สามารถแนบคลิปวิดีโอของยูทิวบ์ (YouTube) ได้ง่ายขึ้น
      
       ที่น่าสนใจคือ ไมโครซอฟท์ปรับให้ผู้ใช้สามารถอ่านเอกสารได้บนทุกอุปกรณ์ตั้งแต่สมาร์ทโฟนถึงพีซี โดยโปรแกรมจะช่วยจัดหน้าเอกสารให้เข้ากับขนาดหน้าจออุปกรณ์ที่แตกต่างกันโดยอัตโนมัติ และหากผู้ใช้เปิดอ่านหรือแก้ไขเอกสารค้างอยู่ตำแหน่งใด ผู้ใช้จะสามารถอ่านเอกสารในตำแหน่งนั้นเมื่อมีการเปิดขึ้นใหม่บนอุปกรณ์ใดๆ ก็ตาม
      
       
      
       เคล็ดลับที่ทำให้ออฟฟิศ 2013 สามารถจำข้อมูลตำแหน่งล่าสุดของหน้าเอกสารที่ถูกเปิดได้ คือข้อมูลตำแหน่งจะถูกซิงก์หรือเชื่อมไปยังคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะและแท็บเล็ตผ่านบัญชีผู้ใช้ที่ผูกกับบริการออนไลน์ SkyDrive โดยอัตโนมัติ ซึ่งโปรแกรมย่อยในออฟฟิศ 2013 จะล้วนสามารถผูกกับ SkyDrive เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงเอกสารได้ทุกที่ทุกเวลา
      
       ในส่วนโปรแกรม Outlook ข้อมูลปฏิทินงานและรายละเอียดข้อมูลผู้ติดต่อถูกนำมาแสดงไว้ที่หน้าหลักสำหรับแสดงอีเมล ทั้งหมดนี้ไมโครซอฟท์ให้ชื่อคุณสมบัติว่า “Peeks” เพื่อเป็นตัวช่วยให้ผู้ใช้สามารถเรียกดูการนัดหมายบนปฏิทินและรายชื่อผู้ติดต่อที่เกี่ยวข้องได้จากเพจเดียว
      
       โปรแกรมนำเสนองาน PowerPoint ถูกปรับให้การแทรกไฟล์จากบริการอื่นทำได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันก็ปรับให้ผู้ใช้สามารถฉายเอกสารไปจนฉากโดยที่ผู้พูดสามารถดูโน้ตที่บันทึกไว้ในแต่ละสไลด์บนแท็บเล็ตหรือพีซีได้พร้อมกัน
      
       โปรแกรมบันทึก OneNote จะสามารถจดจำลายมือผู้เขียนได้ทั้งจากการสัมผัสด้วยนิ้วหรือการใช้ปากกาสไตลัส ซึ่งจะทำให้การจดบันทึกบนอุปกรณ์พกพาทำได้ง่ายโดยไม่ต้องพึ่งพาคีย์บอร์ดหรือเมาส์คอมพิวเตอร์ตามปกติ
      
       งานนี้ไมโครซอฟท์ไม่ได้มองข้ามการปรับปรุงด้านเครือข่ายสังคม ซึ่งมีบทบาทมากขึ้นในองค์กรธุรกิจยุคดิจิตอล สิ่งที่ไมโครซอฟท์ทำคือการเปิดทางให้ผู้ใช้สามารถติดตามงานหรือเอกสารที่เพื่อนร่วมงานทำอยู่ ในลักษณะเดียวกับการติดตามเรื่องราวของเพื่อนฝูงบนเฟซบุ๊ก จุดนี้เป็นผลจากการซื้อกิจการเครือข่ายสังคมนาม Yammer ด้วยเงิน 1.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ และการซื้อกิจการบริการ โทร.ผ่านอินเทอร์เน็ตอย่าง Skype ซึ่งจะทำให้ระบบโทรศัพท์และระบบแชตถูกฝังไว้โดยตรงกับซอฟต์แวร์ออฟฟิศ
      
       ทั้งหมดนี้ นักวิเคราะห์จากฟอร์เรสเตอร์รีเสิร์ช ซาราห์ รอตแมน อิปป์ส (Sarah Rotman Epps) มั่นใจว่าออฟฟิศ 2013 จะเป็นซอฟต์แวร์ที่สามารถทำยอดจำหน่ายถล่มทลายเพราะคุณสมบัติใหม่ที่ล้วนออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ชาวดิจิตอล แต่ออฟฟิศ 2013 ก็ยังมีความเสี่ยงเพราะคู่แข่งของไมโครซอฟท์รุกคืบไปพัฒนาคุณสมบัติด้านอุปกรณ์พกพาก่อนแล้ว และให้บริการฟรีหรือคิดค่าบริการต่ำมากมาก่อน
      
       การเปลี่ยนแปลงของออฟฟิศ 2013 ถูกมองว่าเป็นการตอบโต้ชุดซอฟต์แวร์เอกสารออนไลน์อย่าง Google Apps ซึ่งให้บริการบนเว็บไซต์กูเกิลโดยมีค่าธรรมเนียมต่ำกว่า 50 เหรียญสหรัฐต่อผู้ใช้ต่อปี จุดนี้ไมโครซอฟท์ส่งผลิตภัณฑ์อย่าง Office 365 ลงมาแข่งขันอย่างเต็มตัวในราคาเท่ากัน โดยในอนาคต ไมโครซอฟท์ระบุว่าจะวางจำหน่ายโปรแกรม Office 2013 ในฐานะซอฟต์แวร์ที่ทำงานเชิงเดี่ยว (standalone) และจะจำหน่ายในรูปแบบสมาชิกควบคู่กันไป ซึ่งล่าสุดไมโครซอฟท์ยังไม่เปิดเผยกำหนดการเปิดตัว Office 365 สำหรับผู้ใช้ iPad แต่คาดว่าจะมีการพัฒนาให้รองรับแพลตฟอร์มอื่นด้วยต่อไป
      
       ทั้งหมดนี้ถือเป็นความคืบหน้าล่าสุดของโปรแกรมออฟฟิศ 2013 โดยช่วง 9 เดือนตั้งแต่กรกฎาคม 2554 ถึงมีนาคม 2555 แผนกซอฟต์แวร์ออฟฟิศสามารถทำกำไรจากการดำเนินงานได้ถึง 1.16 หมื่นล้านเหรียญ คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของกำไรไมโครซอฟท์
      
       
      
       Company Related Link :
       Microsoft Office

8


ไมโครซอฟท์พร้อมปล่อย ‘Windows 8’ 26 ต.ค.นี้
       แฟนพันธุ์แท้ไมโครซอฟท์ (Microsoft) เตรียมเฮสุดเสียง หลังผู้บริหารไมโครซอฟ์ยืนยันชัดว่าระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่ภายใต้ชื่อวินโดวส์ 8 (Windows 8) พร้อมแล้วที่จะปล่อยให้ผู้ใช้ทั่วไปได้เริ่มต้นอัปเกรดระบบปฏิบัติการ ทั้งนี้การอัปเกรดวินโดวส์ 8 จะเริ่มต้นครั้งแรก 26 ตุลาคม
      
       ในที่สุดก็ได้ทราบเสียทีสำหรับแผนกำหนดการเปิดตัวระบบปฏิบัติการใหม่อย่างวินโดวส์ 8 ที่แฟนไมโครซอฟท์ต่างรอคอยว่าจะได้เริ่มใช้งานจริงเมื่อใด ล่าสุดรายงานจากเว็บบล็อกอย่างเป็นทางการของไมโครซอฟท์ระบุว่า สตีเวน ไซนอฟสกี (Steven Sinofsky) ได้ประกาศว่าระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 8 จะปล่อยให้ผู้ใช้ได้เริ่มอัปเกรด 26 ตุลาคม 2012
      
       ทั้งนี้ ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 8 จะวางจำหน่ายออกเป็น 2 รูปแบบ โดยรูปแบบแรกวินโดวส์ 8 จะติดตั้งพร้อมใช้งานเสร็จสรรพกับผู้ใช้ที่ได้ซื้อคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเครื่องใหม่ (PC) กับอีกรูปแบบหนึ่งคือ จะเป็นรูปแบบในการอัปเกรดจากผู้ใช้ระบบปฏิบัติการเดิมของไมโครซอฟท์ เช่น วินโดวส์ 7 (Windows 7) วินโดวส์ วิสต้า (Windows Vista) และวินโดวส์ เอ็กซ์พี (Windows XP)
      
       ส่วนความเคลื่อนไหวล่าสุดของไมโครซอฟท์ นอกจากจะมีการปล่อยระบบปฏิบัติการใหม่แล้ว ยังมีชุดออฟฟิศเวอร์ชันใหม่ Office 2013 วางจำหน่ายด้วยเช่นกัน ซึ่งจุดเด่นของออฟฟิศ 2013 จะเป็นด้านของการรองรับการใช้งานบนอุปกรณ์หน้าจอสัมผัสทั้งสมาร์ทโฟน และแท็บเล็ต รวมถึงการรองรับการใช้งานไฟล์เอกสารนามสกุล .PDF ของค่ายอะโดบี (Adobe) ให้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

วันอังคารที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2555


airnet อินเทอร์เน็ตบ้านไร้สาย Super Wi-Fi ความเร็วสูง จาก AIS



airnet เป็นบริการอินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง จาก AIS ที่ให้ความเร็วในการอัพโหลดเท่ากับดาวน์โหลดซึ่งมากกว่า ADSL ทั่วไป ถึง 13 เท่า (เปรียบเทียบที่แพ็กเกจเริ่มต้น airnet 7 Mbps ส่วน ADSL 0.5 Mbps) ด้วย Upload Speed ที่สูงขนาดนี้ จึงทำให้สามารถใช้งานร่วมกับกล้องวงจรปิด ( CCTV )ได้เป็นอย่างดี รวมถึง Solution IP Camera ที่มีราคาย่อมเยาว์ลงอีกด้วย โดยใช้เทคโนโลยีไร้สาย Super Wi-Fi ที่ความถี่ 5 GHz ทำให้ในช่วงเวลาฝนฟ้าคะนองไม่มีผลต่อคุณภาพสัญญาณ และเนื่องจากเป็นบริการไร้สายจึงไม่จำเป็นต้องมีสายโทรศัพท์พื้นฐาน นอกจากนี้การติดตั้งยังทำได้ง่ายและรวดเร็วด้วย
ais airnet
การทำงานของ airnet นั้น ประกอบด้วยอุปกรณ์รับสัญญาณ (Customer Premises Equipment (CPE)) ที่ติดอยู่ที่บ้านของผู้ใช้บริการ ทำหน้าที่รับสัญญาณจากสถานีฐาน (Access Point(AP)) ของ AIS ซึ่งครอบคลุมการใช้งานในระยะ 3-5 กิโลเมตร โดยอุปกรณ์รับสัญญาณจะทำหน้าที่แปลงสัญญาณไร้สายเป็นสัญญาณ Ethernet (LAN) ต่อเข้ากับอุปกรณ์จ่ายไฟ (Power Over Ethernet (POE)) ที่ทำหน้าที่จ่ายไฟให้กับอุปกรณ์รับสัญญาณ CPE และส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตมายังเครื่องคอมพิวเตอร์โดยตรงหรือจะต่อผ่าน Wi-Fi Router เพื่อกระจายสัญญาณให้กับอุปกรณ์อื่น ๆ เช่น Notebook, โทรศัพท์มือถือ หรือ Tablet ภายในบ้านเพื่อใช้งานพร้อม ๆ กันหลายอุปกรณ์ก็ได้
ais airnet
ais airnet
ข้อดีของ airnet จาก AIS
ais airnet
  1. เป็นการรับ-ส่งข้อมูลเป็นแบบ Symmetric ทำให้ความเร็วในการดาวน์โหลด = อัพโหลด ซึ่งเร็วกว่า ADSL ทั่วไป ถึง 13 เท่า ในราคาเท่ากัน
  2. ไม่ต้องใช้โทรศัพท์พื้นฐาน (เบอร์บ้าน)ทำให้ประหยัดค่ารักษาหมายเลขโทรศัพท์ 107 บาทต่อเดือน
  3. ใช้งานได้ไม่จำกัดชั่วโมงและปริมาณข้อมูล
  4. มีอัตราส่วนการแชร์ใช้ข้อมูล (จำกัดจำนวนผู้ใช้บริการต่อพื้นที่) ที่ดีที่สุดในตลาด ไม่ต้องแย่งความเร็วกัน
  5. ติดตั้งง่ายและรวดเร็ว
  6. สามารถใช้งานได้ในทุกสภาพอากาศ แม้แต่ช่วงเวลาฝนฟ้าคะนอง
พื้นที่ให้บริการ
ปัจจุบัน airnet สามารถให้บริการได้ทั้งในเขตกทม. ปริมณฑล และตามจังหวัดใหญ่ๆ ทั้งนี้ สามารถตรวจสอบพื้นที่ให้บริการได้ทางhttp://www.ais.co.th/airnet/th/service_area.html หรือสอบถาม airnet contact center 1742 หรือ 02-614-0742
แพ็กเกจที่ให้บริการ
แอบเห็นโบรชัวร์ของ airnet เลยเอามาแชร์กันนะครับ ก็เลือกใช้ตามแบบที่ต้องการกันได้เลยครับ
ais airnet
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
  1. Website www.ais.co.th/airnet
  2. airnet contact center โทร. 1742 หรือ 02-6140742 เปิดให้บริการตั้งแต่ 9:00 – 24:00 น. ทุกวัน
  3. airnet facebook page www.facebook.com/ais.airnet


ผู้ใช้มีเฮอัพเกรดวินโดวส์ 8 แค่ 40 ดอลล์



โดยโปรโมชั่นดังกล่าวจะเปิดโอกาสให้ลูกค้าวินโดวส์ทั้ง 3 เวอร์ชันสามารถอัพเกรดระบบปฏิบัติการเป็น Windows 8 Pro ได้ตั้งแต่วันเปิดตัว (คาดว่าจะเปิดตัวในเดือนตุลาคม) ไปจนถึงวันที่ 31 มกราคม 2013 ซึ่งชุดอัพเกรดจะมีราคาอยู่ที่ 39.99 เหรียญฯ หรือประมาณ 1,200 บาทเท่านั้น หรือหากซื้อเป็นแผ่น DVD ก็จะอยู่ที่ 69.99 เหรียญฯ หรือประมาณ 2,100 บาท นอกจากนี้ ในส่วนของโปรโมชั่นยังรวมถึงการที่ลูกค้าสามารถรับเพิ่มสำหรับ Windows Media Center ผ่านทางตัวเลือก "add features" ที่อยู่ในผลิตภัณฑ์อีกด้วย ทั้งนี้ผู้ใช้สามารถเข้าไปอัพเกรดผ่านโปรโมชั่นนี้ได้จากเว็บไซต์ Windows.com
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่คุณผู้อ่านเว็บไซต์ arip จะตัดสินใจว่า ควรจะอัพเกรดไปใช้ Windows 8 Pro อันเนื่องจากโปรโมชั่นนี้ หรือไม่ แนะนำให้ตรวจสอบก่อนว่า ไฟล์ และแอพพลิเคชัน ต่างๆ ที่ใช้อยู่จะยังอยู่ครบ และสามารถทำงานบนระบบปฏิบัติการ Windows 8 Pro ได้ หรือไม่? โดยเฉพาะผู้ใช้ระบบปฏิบัติการรุ่นที่เก่ากว่า Windows 7 ทั้งนี้ในบล็อกของไมโครซอฟท์ยังเปิดเผยอีกด้วยว่า สำหรับผู้ใช้ Windows 7 จะสามารถอัพเกรดไปใช้ Windows 8 Pro โดยข้อกำหนด ไฟล์ต่างๆ ตลอดจนแอพฯ ที่อยู่ในเครื่องจะยังคงอยู่ครับ และสามารถทำงานได้ตามปกติ แต่ถ้าเป็น Windows Vista เมื่ออัพเกรดเป็น Windows 8 Pro ผู้ใช้ะจได้แค่ข้อกำหนดการใช้งาน และไฟล์งานส่วนตัวเท่านั้น และถ้าเป็น Windows XP ระบบปฏิบัติการจะเปลี่ยนทุกอย่าง (ข้อกำหนดการใช้งานเดิม และโปรแกรมต่างๆ บนเครื่องจะไม่สามารถอัพขึ้นไปรันบน Windows 8 Pro ได้) ยกเว้นไฟล์ข้อมูลของผู้ใช้ที่จะยังอยู่เหมือนเดิม

ว้าว!!! จักรยานสุดจ๊าบปั่นด้วยมือและเท้า?



ไม่แน่ใจเหมือนกว่า ไอเดียนี้จะช่วยให้การปั่นจักรยานของคุณง่าย หรือยากขึ้นกว่าเดิมกันแน่ แต่รับรองในความแตกต่างที่เมื่อคุณนำมันออกมาปั่นบนท้องถนน เป็นต้องถูกสายตาจับจ้องอย่างแน่นอน RaXibo Hand-Tret-Velo จักรยานจากบริษัทผู้ผลิตในสวิส ได้พัฒนาระบบขาถีบแบบใหม่ที่สามารถใช้แฮนด์ของจักรยานในการร่วมปั่นล้อของจักรยานไปพร้อมกับๆ ขาของคุณได้ เรียกได้ว่า ปั่นจักรยานคันนี้เป็นประจำทั้งขา และแขนของคุณจะแข็งแรงขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน ฟังดูตลกนิดหน่อย แต่ข้อเท็จจริงที่เห็นจากคลิปวิดีโอสาธิตการใช้งานก็คือ คุณยังคงสามารถใช้แฮนด์ในการปั่นจักรยานไปได้พร้อมกับการควบคุมทิศทางการเคลื่อนที่ได้เช่นเดียวกับจักรยานทั่วไป

วันอาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2555


ทีมนักวิทยาศาสตร์อังกฤษคิดค้นสุดยอดกล้องความละเอียดสูงพันล้านพิกเซล เก็บทุกรายละเอียด 
เมื่อภาพหนึ่งภาพสามารถบอกเล่าเรื่องราวแทนถ้อยคำได้มากกว่าหลายร้อยหลายพันคำ ดังนั้นทีมนักวิทยาศาสตร์และนักประดิษฐ์จากมหาวิทยาลัยดุ๊ก ประเทศอังกฤษ เลยปิ๊งไอเดียเด็ดคิดค้นสุดยอดกล้องที่มีความคมชัดสูง และสามารถเก็บทุกรายละเอียดของภาพได้อย่างดีเยี่ยม
หรือพูดให้เข้าใจง่ายก็คือว่า จากที่มีรายละเอียดของภาพเพียงล้านพิกเซล (เมกะพิกเซล) กล้องต้นแบบที่ทีมนักประดิษฐ์จากดุ๊กพัฒนาขึ้นมาได้นั้น สามารถถ่ายภาพที่ให้รายละเอียดสูงถึงพันล้านพิกเซล (กิกะพิเซล) และมีความคมชัดสูงสุดถึง 5 หมื่นล้านพิกเซล มากกว่ากล้องถ่ายภาพมืออาชีพ ซึ่งปัจจุบันมีรายละเอียดสูงสุดอยู่แค่ 20-30 ล้านพิกเซลเท่านั้น
รายละเอียดดังกล่าวจะช่วยให้เจ้าของภาพสามารถขยายภาพจนเห็นได้แม้ในส่วนที่เล็กที่สุดของภาพได้อย่างชัดเจน
ทั้งนี้ จุดเริ่มต้นของกล้องนี้เกิดจากการรวบรวมกล้องความละเอียดสูงกว่า 98 เครื่อง มาในเครื่องเดียว พร้อมให้ชื่อว่า กล้องอะแวร์ ทู (Aware-2) ซึ่งถ่ายภาพได้ดีกว่ากล้องที่ดีที่สุดที่มีอยู่ในตลาดในขณะนี้ได้มากกว่าถึง 5 เท่า
ตัวอย่างของภาพถ่ายที่ทีมนักวิทยาศาสตร์นำมาแสดงให้ดูในวารสารเนเจอร์ แสดงให้เห็นภาพมุมกว้างที่มีรายละเอียดเล็กยิบย่อยมากมาย ทั้งภาพสวนและภาพ|กลุ่มคน ซึ่งมีขนาดแทบจะเล็กกว่าหัวเข็มหมุด
แต่เมื่อถ่ายด้วยอะแวร์ ทู แม้จุดที่เล็กที่สุดก็สามารถขยายขึ้นมาให้เห็นได้อย่างชัดเจนราวกับภาพที่ได้ถ่ายจากมุมที่ใกล้มากๆ
สำหรับการทำงานของสุดยอดกล้องที่มีสามารถเก็บภาพได้อย่างคมชัดนี้ เริ่มต้นจากการอาศัยเลนส์ทรงกลมถ่ายภาพเก็บทุกๆ รายละเอียดแม้ในส่วนจุกจิกเล็กๆ น้อยๆ ทีละช็อต หรือประมาณอย่างน้อย 100 ภาพ ก่อนนำแต่ละภาพที่ถ่ายได้มารวบรวมเป็นภาพเดียวกันในระบบคอมพิวเตอร์
เดวิด แบรดี วิศวกรซึ่งเป็นหนึ่งในทีมผู้คิดค้นให้เหตุผลว่า สาเหตุที่ต้องใช้หลายเลนส์รวมกัน เนื่องจากธรรมชาติของเลนส์ที่สามารถเก็บภาพได้ 120 องศา
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกล้องดังกล่าวยังเป็นต้นแบบเท่านั้น โดยต้องอาศัยการพัฒนาต่อยอดอีกสักระยะ ก่อนที่กล้องพันล้านพิกเซลจะสามารถแทนที่ล้านพิกเซลในที่สุด

สำหรับแอพฯ YouTube เวอร์ชันใหม่บนอุปกรณ์ Android ผู้ใช้จะสามารถ"พรีโหลด" และจัดเก็บวิดีโอไว้ในหน่วยความจำเป็นการชั่วคราว (temporarily cache) จากแชนเนลที่สมัครเป็นสมาชิก (หรือคลิปที่เก็บไว้ใน watch it later) ได้ทันทีที่มันเชื่อมต่อเน็ต โดยผู้ใช้สามารถเข้าไปเปิดการใช้งานฟังก์ชันดังกล่าวได้ด้วยการเลือกคำสั่ง "preload" จากในเมนู Settings ประโยชน์ที่จะได้รับจากฟีเจอร์นี้ก็คือ ผู้ใข้จะไม่ต้องเผชิญกับประสบการณ์อันน่ารำคาญเนื่องจากการติดๆ ขัดๆ ในการรับชม เนื่องจากมันถูกโหลดเก็บไว้ในเครื่องแล้ว ซึ่งในทางทฤษฎี วิดีโอพรีโหลดจะสามารถรับชมได้อย่างลื่นไหลต่อเนื่อง
นอกจากแอพฯ YouTube บน Android จะได้รับการเพิ่มคุณสมบัติอย่าง preload เข้าไปแล้ว มันยังมีการปรับแต่งส่วนติดต่อการใช้งานกับผู้ใช้ (user interface) ที่ดีขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย โดยเฉพาะการให้บริการบนพื้นที่หน้าจอที่จำกัดอย่างสมาร์ทโฟน ซึ่งดีไซน์ใหม่ของยูทูบจะมีการใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่า โดยได้รับการออกแบบให้เหลือที่พอสำหรับการแสดงคลิปแนะนำทางด้านซ้ายของหน้าจอ เช่นเดียวกับ feed ของคลิปวิดีโอใหม่ อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดของแอพฯ ยูทูบเวอร์ชันใหม่ก็คือ มันจะทำงานบนอุปกรณ์ทีรัน Android 4.0 - -" เท่านั้น สำหรับผู้ใช้อุปกรณ์ iOS คงต้องรอให้ทางทีมงานเร่งพัฒนากันอีกสักระยะหนึ่ง

เวียดนามเริ่มกิจการไอที สู่ระดับโลก (2) - โลกาภิวัตน์

วันพฤหัสบดีที่ 5 กรกฎาคม 2555 เวลา 00:00 น.
ความขยันและอดทนของชาวเวียดนาม นับว่าได้เปรียบแต่ก็ยังต้องดิ้นรน และพบอุปสรรคในการประกอบกิจการด้านไอทีพอควร เพื่อเข้าสู่ตลาดโลก แม้ว่าจะมีบริษัทรับจ้างเขียนซอฟต์แวร์มากมาย

ชาลส์ สไปเออร์ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท แกลส เอกก์ ดิจิตอลมีเดีย ซึ่งเป็นแหล่งผลิตเกมให้กับต่างประเทศได้กล่าวว่า

“บรรยากาศการลงทุนด้านไอทีสำหรับบริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ ถือว่าดีมากและเป็นมิตร”

“ที่บริษัท แกลส เอกก์ เรามีการอบรมสำหรับศิลปินด้าน 3 มิติ ตลอดเวลา ซึ่งศิลปินเหล่านี้เพิ่งจบมหาวิทยาลัยมาใหม่เอี่ยมไม่มีประสบการณ์เลย ก็ต้องเริ่มต้นหัดเขียนโปรแกรมกันใหม่”คุณสไปเออร์ ก็ตั้งข้อสังเกตว่า แม้ว่าประเทศเวียดนามจะมีศักยภาพสูง แต่อุตสาหกรรมซึ่งต้องมีนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ ๆ ตลอดเวลานั้น อาจจะต้องใช้เวลาเพราะระบบการศึกษาและมหาวิทยาลัยในเวียดนามยังมีไม่เพียงพอที่จะผลิตบุคลากรตามที่อุตสาหกรรมต้องการ

“ระบบการศึกษาในเวียดนามไม่มุ่งเน้นการสร้างนวัตกรรมหรือการคิดค้นประดิษฐ์ของใหม่ ซึ่งดูจากทิศทางการศึกษาของรัฐบาลแล้วยังไม่น่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงขณะนี้” คุณสไปเออร์ กล่าว

นักไอทีผู้ช่ำชองอย่างคุณตินห์ เหงียน ก็มีความระมัดระวังอยู่เหมือนกันในเรื่องการประกอบการบริษัทซอฟต์แวร์ เขากล่าวว่า

“การริเริ่มก่อตั้งบริษัทจำนวนมากของชาวเวียดนามนับว่ามีศักยภาพสูงมาก แต่ความเป็นจริงก็คือสนามในการแข่งขันยังน้อยอยู่ในปัจจุบัน

ในความเห็นของคุณตินห์ เหงียน นั้นอุปสรรคใหญ่ของกระบวนการนวัตกรรมของเวียดนามคือ ไม่มีแหล่งเงินลงทุน และยังมีข้อจำกัดเรื่องบุคลากรหรือทรัพยากรมนุษย์

“ตัวอย่างของอุปสรรคคือ กิจการด้านแอพ ของมือถือเคลื่อนที่ทั้งหลาย ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ในระดับมาตรฐานสากลจะต้องลงทุนมหาศาล แต่นักพัฒนาโปรแกรมหลายคนก็ยังไม่มีแหล่งเงินลงทุนให้กู้”

ปัจจุบัน มีบัณฑิตจบไอทีประมาณ 100,000 คน คำถามก็คือ บริษัทคอมพิวเตอร์ทั้งหลายในเวียดนามยังรู้สึกว่าคนด้านไอทีน้อยไป เพราะต้องการนักพัฒนาโปรแกรมมากกว่านี้อีกมาก ซึ่งอันนี้ก็คือความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในประเทศเวียดนาม

คุณลอง อายุ 23 ปี ในปัจจุบันนับว่ามีฝีมือมากคนหนึ่ง คือสามารถพัฒนาโปรแกรมแอพ สำหรับมือถือยี่ห้อ  แบล็กเบอร์รี่ ได้ถึง 17 ชุด รวมทั้ง เซลท์ (Saylt) และระบบการรับรู้ด้วยเสียง

คุณลอง ได้กล่าวว่า “นักพัฒนาโปรแกรมชาวเวียดนามปัจจุบันนับว่าเก่งและมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์นวัตกรรม แต่เขาเหล่านั้นไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าที่ควร รวมทั้งรัฐบาล”

ในอนาคตคุณลองนั้นฝันที่จะก่อตั้งบริษัทของตนเองให้ได้ในอนาคต แต่ดูบรรยากาศของประเทศเวียดนามขณะนี้น่าจะยังยากอยู่ “ผมอาจจะไปเริ่มต้นอนาคตของผมที่ต่างประเทศ”

สรุปแล้วก็คือ ประเทศเวียดนามยังอยู่ในระยะเริ่มต้นของการพัฒนากิจการด้านไอที เหมือนกับประเทศไทยสมัย 20 กว่าปีก่อน เพราะรัฐบาลยังไม่มีเงินจากภาษีอะไรจากที่ไหนมากมายนัก แต่ประมาทไม่ได้ เพราะความขยันและอดทนของชาวเวียดนาม อนาคต 5 ถึง 6 ปีข้างหน้าอาจจะแซงประเทศไทยไปแข่งกับจีนก็ได้ สุดจะคาดเดา เพราะการเมืองประเทศไทยยังไม่นิ่ง อีกนานเท่าไรก็ไม่รู้ได้.
รศ.ดร.บุญมาก  ศิริเนาวกุล
อธิการบดี มหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด

พัดลมฉลาดคิด


นวัตกรรม พัดลมไอน้ำ - ฉลาดคิด

วันพฤหัสบดีที่ 5 กรกฎาคม 2555 เวลา 00:05 น.
ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา คนไทยในเกือบทุกภูมิภาคต้องเผชิญกับคลื่นความร้อน และสภาพอากาศที่แปรปรวน ยังไม่รวมอีกหลายประเทศที่ต้องพบเผชิญกับอากาศร้อนจัด และเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของผู้คนนับร้อย

กลับกันในประเทศไทย  สภาวการณ์ดังกล่าว กำลังสร้างช่องทางธุรกิจใหม่สำหรับผู้ผลิตอุปกรณ์ทำความเย็นนอกอาคารและผู้ผลิตพัดลมไอน้ำของประเทศไทย ให้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำเทคโนโลยีในด้านนี้ 

เมื่อพัดลมไอน้ำสามารถตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างไร้ขีดจำกัด และกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับงานกลางแจ้ง ทดแทนเครื่องปรับอากาศ และเป็นได้มากกว่าสินค้าหรูหราฟุ่มเฟือยอย่างที่หลายคนเคยมอง  

“นพชัย วีระมาน” กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาสเตอร์คูล อินเตอร์เนชั่นแนล  ผู้ผลิตพัดลมไอน้ำฝีมือคนไทย บอกว่า สนใจในเทคโนโลยีพัดลมไอน้ำตั้งแต่ยุคบุกเบิก เนื่องจากเห็นว่ามีช่องทางการตลาดที่มีศักยภาพในหลาย ๆ ประเทศ

แต่เนื่องจากพัดลมไอน้ำมีต้นแบบมาจากต่างประเทศ  ซึ่งเทคโนโลยีการผลิตยังคงถูกปิดเป็นความลับทางการค้า ดังนั้นการจะพัฒนาสินค้าเป็นของตัวเองจึงต้องเริ่มต้นจากศูนย์

นพชัย บอกว่า ใช้เวลากว่า 1 ปีในการศึกษาข้อมูล และพัฒนาเทคโนโลยีพัดลมไอน้ำเป็นของตัวเอง จนกระทั่งพบว่าการจะทำให้พัดลมไอน้ำสามารถพ่นละอองฝอยขนาดเล็ก ให้ประสิทธิภาพสูงในการทำความเย็นนั้น ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีพอสมควร

ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงขอเข้ารับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือ สวทช. ผ่านโครงการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย หรือไอแทป ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนความช่วยเหลือด้านเทคโนโลยีให้แก่บริษัท จนสามารถผลิตพัดลมไอน้ำที่เป็นละอองฝอย ทดแทนพัดลมไอน้ำแบบเดิมที่เป็นหยดน้ำขนาดใหญ่ทำให้ผู้ใช้เปียก จนกระทั่งได้ผลิตภัณฑ์ต้นแบบตัวแรกออกจำหน่ายในท้องตลาด

ปัจจุบันบริษัท สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายจากการต่อยอดเทคโนโลยี เช่น การพัฒนาเทคนิคสร้างละอองหมอกเพื่อลดอุณหภูมิ   เทคโนโลยีใหม่สำหรับพัดลมไอน้ำระบบเซนทริฟูกัลฟอร์ซ พัฒนาระบบอินเวอร์เตอร์สำหรับควบคุมปั๊มน้ำของพัดลมให้มีต้นทุนต่ำ บำรุงรักษาง่าย ตลอดจนนวัตกรรมพัดลมไอน้ำ พัดลมไอเย็น พัดลมระบายอากาศ  ระบบสร้างบรรยากาศสั่งทำตามต้องการและ ระบบประหยัดการใช้พลังงาน หรือโอ-คูล

ด้าน ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผู้อำนวยการ  สวทช. กล่าวว่า  สวทช. มีบทบาทสำคัญในการกำหนดเป้าหมายและมุ่งมั่นพัฒนางานวิจัยให้เกิดการนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงทั้งในเชิงเศรษฐกิจและสังคม ที่ผ่านมา ได้รวบรวมองค์ความรู้และงานวิจัยที่ได้ริเริ่มดำเนินการไว้ และทำงานที่เชื่อมโยงกับหน่วยงานหลักในภาครัฐและเอกชนทั้งในและต่างประเทศ สำหรับโครงการที่ สวทช. ได้ร่วมพัฒนาเทคโนโลยีกับ บริษัท มาสเตอร์คูลฯ นั้นเป็นการสนับสนุนเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์กลุ่มพัดลมไอน้ำให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เหมาะสำหรับการใช้งานกลางแจ้งในประเทศไทย  อีกทั้งกินไฟต่ำ เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภค

ความร่วมมือดังกล่าว เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 โดย สวทช. ได้ส่งผู้เชี่ยวชาญร่วมพัฒนาและออกแบบระบบสร้างละอองน้ำแบบจานหมุนความเร็วสูงที่อาศัยแรงเหวี่ยงจากจุดศูนย์กลาง  สำหรับพัดลมไอน้ำระบบเซนทริฟูกัล ฟอร์ซ  ซึ่งนำมาสู่การสร้างพัดลมละอองน้ำจำหน่ายในปี พ.ศ. 2551

ความสำเร็จนี้นำมาสู่การโครงการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพัฒนาอินเวอร์เตอร์สำหรับพัดลมไอหมอกและพัดลมอัดหมอก ซึ่งจะทำให้ได้พัดลมไอน้ำที่มีคุณภาพละอองน้ำดีขึ้น  สามารถควบคุมความเร็วการหมุนของมอเตอร์ได้ ช่วยลดการนำเข้าปั๊มน้ำ อีกทั้งได้ปั๊มน้ำแรงดันสูงที่มีอายุการใช้งานยาวนาน ประหยัดพลังงาน หรือค่าไฟฟ้า ได้มากกว่า 30%   ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวต่อว่า ด้วยสภาพของความเป็นเมืองร้อน จึงทำให้ประเทศไทยเป็นแหล่งที่แบรนด์เครื่องปรับอากาศเข้ามาทำตลาด อีกทั้งยังเป็นฐานการผลิตใหญ่ของหลายต่อหลายแบรนด์ และกลายเป็นแหล่งผลิตของ นวัตกรรมทางด้านความเย็น ทางเลือกใหม่อีกหลายชนิด

โดยนอกเหนือจากเครื่องปรับอากาศทั้งภายในภายนอกแล้ว ปัจจุบันยังมีหลากหลายแบรนด์พัดลมไอน้ำ โดยเฉพาะแบรนด์ที่เกิดจากฝีมือคนไทย ที่เริ่มมีการปรับตัวและเข้าสู่ตลาดนี้อย่างจริงจังมากขึ้น ซึ่ง มาสเตอร์คูล ถือเป็นอีกหนึ่งในแบรนด์ชั้นนำที่ประสบความสำเร็จจากการผลิตสินค้าที่พัฒนาเทคโนโลยีตอบโจทย์ผู้ใช้เป็นอย่างดี

หากผู้ประกอบการรายใดสนใจที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เป็นนวัตกรรมใหม่ ๆ หรือการนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีไปสร้างมูลค่าเพิ่มทางการผลิตและบริการ   สามารถติดต่อได้ที่ คอลเซ็นเตอร์ของ สวทช. โทร. 0-2564-8000

วันพุธที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

google ในไทย


 
หลังจากที่ Google เปิดสำนักงานที่มาเลเซีย ได้ไม่นาน ก็มีข่าวว่า Google จะเปิดสำนักที่ไทยเช่นกัน ล่าสุดวันที่ 24 สิงหาคม 2554  Google ได้ฤกษ์เปิดสำนักงานในไทย ซึ่งได้เปิดแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ ณ พระราชวัง พญาไท
Google ได้รับกระแสตอบรับจนมียอดใช้งานของคนไทยที่สูงมากราวๆ 25 ล้านคน  Google ตื่นเต้นกับการทำธุระกิจในประเทศไทย ซึ่งในงานนนี้ คุณอริยะ พนมยงค์ หัวหน้าฝ่ายธุรกิจประจำประเทศไทย ได้แถลงกล่าว
มร.จูเลี่ยน เพอร์ซูด กรรมการผู้จักการ Google เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้กล่าวยินดีเป็นอย่างมากที่ Google จะเป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มศักยภาพของเมืองไทยให่แข็งแกร่งขึ้น  และยืนยันว่า สำนักงานแห่งแรกของ Google จะตั้งอยู่ที่ Central World
นอกจากนี้ทาง “พรทิพย์ กองชุน” หัวหน้าฝ่ายการตลาดที่ร่วมบุกเบิก Google ในไทยตั้งแต่ 5 ปีที่ผ่านมาก็ได้กล่าวถึงความสำเร็จของบริษัทด้วย
“Google มีนโยบายทำให้คนทั่วโลกเข้าถึงประโยชน์ของอินเทอร์เน็ต อินเทอร์เน็ตจะช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถออนไลน์เพื่อสร้างรายได้มาก ขึ้น ทำให้เศรษฐกิจประเทศดีขึ้น ขณะเดียวกันก็ทำให้การเรียนรู้ของประชาชนทุกระดับเป็นไปได้ง่ายและมี ประสิทธิภาพขึ้น ทั้งหมดนี้เป็นโอกาสของเรา”
ขณะนี้ Google ยังประกาศรับสมัคร ผู้ร่วมงานคนไทย 3 ตำแหน่ง ผ่านทางเว็บไซต์ของ Google Thailand ได้แก่
  • Account Manager, Technology/Finance – Bangkok
  • Industry Manager, Technology/CPG – Bangkok
  • Industry Manager, Travel/Finance – Bangkok
ผู้ใดสนใจร่วมงานกับ Google สามารถสมัครได้ที่ Google Thailand ซึ่งคาดว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยไฝ่ฝันร่วมงานกับ Google

LED


OLED ( Organic Light Emitting Devices ) ทางบริษัท TDK ได้นำเสนอเทคโนโลยี OLED จอแสดงผลรุ่นใหม่ที่มีคุณสมบัติคล้ายฟิล์ม คือมีความโปร่งใสจนสามารถมองเห็นทะลุได้ และจะเปล่งแสงเมื่อได้รับ พลังงานไฟฟ้า นอกจากนี้ยังสามารถแสดงภาพในขณะที่จอถูกดัดให้โค้งงอได้อีกด้วย ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบของเทคโนโลยีจอแสดงผลชนิดนี้ที่เหนือกว่าจอที่ทำจาก แก้วที่แตกร้าวได้ง่าย
TDK คาดว่าจะเริ่มผลิตฟิล์มแสดงผลภายในหนึ่งปี นั่นหมายความว่า เราอาจจะได้เห็นมือถือที่ใช้จอ OLED ชนิดนี้ก่อนสิ้นปี 2011 ก็ได้ โดยนอกจากจะผลิตจอแสดงผลดังกล่าว เพื่อใช้กับมือถือแล้ว TDK ยังมองว่า ฟิล์มแสดงผลชนิดนี้ยังเหมาะกับเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้สวมใส่ (wearable electronics) อย่างเช่น แว่นตาแสดงผล Augmented Reality ที่สามารถมองเห็นสิ่งที่ตรงหน้า และภาพกราฟิกที่ปรากฎบนฟิล์ม OLED ที่ใช้แทนกระจกแก้ว หรือด้วยความที่มันมีความยืดหยุ่นโค้งงอได้
ในบูธของ TDK ยังได้มีการนำเสนอสายรัดข้อมือที่มาพร้อมกับฟิล์มแสดงผลชนิดนี้ รวมถึงใน อนาคตสามารถพัฒนาเป็นวิวไฟน์เดอร์ของกล้องถ่ายรูป หรือแม้แต่ใช้หน้าจอชนิดนถ่ายรูปสำหรับ Cameraphone ได้เลย จุดเด่นของเทคโนโลยีนี้ก็คือ ภาพที่สว่างสดใสจนสามารถมองเห็นภายใต้แสงสว่างในธรรมชาติ และพวกที่ชอบก้ม หน้าดูมือถือเวลาเดินก็จะไม่ตกท่อ เพราะจอใส :สำหรับต้นแบบที่นำมาโชว์จะมีขนาด 2 และ 3.5 นิ้ว แต่จะมีความละเอียดสูงถึง 200 พิกเซลต่อนิ้ว