Google Earth เผยที่ตั้ง "พีระมิดที่หายไป" ของอียิปต์
|
|
เม็ก วิตแมน (Meg Whitman) ซีอีโอเอชพีแถลงผลประกอบการไตรมาส 3 ปีการเงิน 2012 ของเอชพี (เมษายน-สิงหาคม 2012) ว่า เอชพีกำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการปรับโครงสร้างและฟื้นฟูบริษัท ทำให้เอชพีมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นพร้อมกับรายได้ที่ชะลอตัวลงในหลายส่วนธุรกิจ ทั้งหมดส่งให้เอชพีขาดทุนสุทธิ 8.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ ตัวเลขจากเอชพีพบว่า 4 ใน 6 ธุรกิจย่อยของเอชพีมีรายได้ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ได้แก่ รายได้จากธุรกิจจำหน่ายพีซีที่ลดลงถึง 10% ขณะที่ธุรกิจภาพและงานพิมพ์ทำรายได้ลดลง 3% นอกจากนี้ รายได้จากธุรกิจบริการงานไอทีของเอชพียังลดลง 3% พร้อมกับที่ธุรกิจจำหน่ายคอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์ ระบบเก็บข้อมูล และระบบเครือข่ายของเอชพีที่ทำรายได้ลดลง 4% คาดว่าปัจจัยสำคัญคือรายได้จากการจำหน่ายระบบคอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์สำหรับองค์กรธุรกิจตระกูล Itanium ที่ทำเงินลดลง 16% สำหรับธุรกิจเดียวของเอชพีที่ทำรายได้เพิ่มขึ้นในไตรมาสที่ผ่านมาคือธุรกิจซอฟต์แวร์ เอชพีระบุว่ามีสัดส่วนเพิ่มขึ้น 18% ขณะที่ธุรกิจบริการการเงินนั้นคงที่ ไม่เพิ่มขึ้นและไม่ลดลง บัญชีติดตัวแดงของเอชพีในไตรมาสนี้ไม่สร้างความประหลาดใจให้นักสังเกตการณ์ เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่หลายบริษัทต้องรัดเข็มขัดและชะลอการลงทุนในระบบไอทีองค์กร ขณะเดียวกัน เอชพีก็ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายจากการซื้อกิจการบริษัท Electronic Data Systems (EDS) เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจซอฟต์แวร์องค์กร ทำให้แม้ในภาพรวมเอชพีจะมีรายได้ลดลงเพียง 5% แต่บริษัทต้องบันทึกตัวเลขขาดทุนหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ รายได้ที่ลดลง 5% ของเอชพีนั้นคำนวณจากรายได้รวม 2.97 หมื่นล้านเหรียญที่บริษัททำได้ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา โดยตัวเลขขาดทุน 8.9 พันล้านเหรียญสหรัฐคิดเฉลี่ยได้เป็นขาดทุน 4.49 เหรียญต่อหุ้น เทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (มกราคม-เมษายน 2012) เอชพีมีรายได้รวม 3.07 หมื่นล้านเหรียญ เป็นตัวเลขที่ลดลง 3% แต่บริษัทก็ยังกำไรที่ 1.6 พันล้านเหรียญ รายงานจากเอชพีชี้ว่า การขาดทุนในไตรมาสนี้มาจากการตัดค่าใช้จ่ายทางบัญชีแบบครั้งเดียวมูลค่า 1.08 หมื่นล้านเหรียญ โดยส่วนใหญ่เป็นผลจากการซื้อกิจการบริษัท EDS ซึ่งทำให้ในภาพรวมธุรกิจของเอชพีปี 2012 จะมีกำไรเฉลี่ย 4.07 เหรียญต่อหุ้น ยังมีตัวเลขที่น่าสนใจจากผลประกอบการของเอชพีในไตรมาสที่ผ่านมา ได้แก่ แผนกวิจัยและพัฒนาของเอชพีใช้งบประมาณมากขึ้นเป็น 854 ล้านเหรียญ จากปีที่แล้วที่ใช้ไป 812 ล้านเหรียญ ขณะเดียวกัน รายได้จากการจำหน่ายโน้ตบุ๊กของเอชพีก็ลดลง 13% เช่นเดียวกับยอดจำหน่ายเครื่องพิมพ์ที่ลดลง 3% เทียบจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา |
|
จากคำประกาศของอะโดบีที่มีมาตั้งแต่เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว อะโดบีได้มีการประกาศว่าจะยุติการพัฒนาแฟลชสำหรับอุปกรณ์พกพา แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีการยุติการพัฒนาเสียที แต่ล่าสุดวันนี้ 15 สิงหาคม อะโดบีได้ทำตามคำมั่นที่เคยให้ไว้ ด้วยการยุติการพัฒนาแฟลชอย่างเป็นทางการแล้ว ทั้งนี้ สาเหตุที่อะโดบีจำต้องยอมยกธงขาวต่อการพัฒนาเทคโนโลยีแฟลชมาจากเหตุผลหลัก 2 ประการ ได้แก่ ประการแรกเริ่มต้นมาจากสตีฟ จ็อบส์ (Steve Jobs) อดีตซีอีโอและผู้ก่อตั้งบริษัทแอปเปิลผู้ล่วงลับ ได้ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่า เทคโนโลยีภายใต้ระบบแฟลชจะไม่มีสิทธิ์ที่จะได้เข้ามากล้ำกรายในอุปกรณ์พกพาของแอปเปิลทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นไอโฟน ไอพอดทัช หรือไอแพด โดยได้ยกเหตุผลขึ้นให้มีน้ำหนักมากขึ้นว่าแฟลชเป็นระบบปิดที่มีช่องโหว่ในการทำงานมากมาย ทำให้ผู้ใช้งานอุปกรณ์มีความเสี่ยงที่จะต้องเจอปัญหาระหว่างการใช้งาน และอีกเหตุผลที่จ็อบส์ยกมาอ้าง นั่นคือ แฟลชเป็นเทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมต่อการนำมาใช้งานกับอุปกรณ์พกพาที่เป็นหน้าจอแบบสัมผัสได้ จึงทำให้อะโดบีต้องหันไปพึ่งพันธมิตรใหม่ ที่กำลังพุ่งแรงขึ้นมาอย่างกูเกิล ซึ่งเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มแอนดรอยด์ แต่จนแล้วจนรอด แฟลชสำหรับแอนดรอยด์ก็ไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่อะโดบีและกูเกิลคาดหวัง ด้วยเหตุผลอันเนื่องมาจากแฟลชเป็นซอฟต์แวร์ที่กินทรัพยากรแบตเตอรี่มาก ทำให้สตีฟ จ็อบส์ ได้รับการยกย่องอีกครั้งว่าสามารถวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าแฟลชไม่เหมาะกับอุปกรณ์พกพาจริง นอกจากนี้ยังมีอีกเหตุผลหนึ่ง นั่นคือการเข้ามาของเทคโนโลยี HTML5 ที่เป็นที่ถูกตาต้องใจของนักพัฒนามากกว่า ทั้งนี้ ผู้ใช้แอนดรอยด์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 4.1 Jelly Bean จะไม่สามารถดาวน์โหลดแฟลชได้อีกต่อไปแล้ว แต่ผู้ใช้แอนดรอยด์เวอร์ชัน 4.0 Ice Cream Sandwich ยังจะโหลดมาใช้งานได้อยู่ โดยแฟลชเวอร์ชันสุดท้ายนี้ เพิ่งมีการอัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นแฟลชเวอร์ชัน 11 อย่างไรก็ตาม แม้ว่าแฟลชบนแอนดรอยด์จะรูดม่านปิดตัวลงแล้ว แต่บนเดสก์ท็อปจะยังมีให้ใช้งานต่อไปเหมือนเดิม |
|
| ลักษณะการดำเนินการ | ตัวดำเนินการ | รูปแบบทางคณิตศาสตร์ | รูปแบบทาง MATLAB |
| การบวก การลบ การคูณ การคูณเชิงสมาชิก การหารทางขวา การหารทางซ้าย การหารเชิงสมาชิก การยกกำลัง การยกกำลังเชิงสมาชิก | + - * .* / \ ./ Ab A.b | a+b a-b axb - a/b b/a - ab - | a+b a-b a*b a.*b a/b a\b a./b a^b a.^b |
a = 1 2 3
4 5 6
b = 2 2 2
2 2 2
a.^b = 1 4 9
16 25 36
| ลักษณะดำเนินการ | ตัวดำเนินการเปรียบเทียบและตรรกะ | ตัวอย่าง |
| น้อยกว่า น้อยกว่าหรือเท่ากับ มากกว่า มากกว่าหรือเท่ากับ เท่ากับ ไม่เท่ากับ และ หรือ ไม่ | < <= > >= == ~= & | ~ | x<10 x<=10 x>10 x>=10 x==1 x~=5 x>2 & y<1 x>2 | y<1 ~x |
| คำสั่ง | รายละเอียด |
| sin(x) sinh(x) asin(x) asinh(x) | ใช้คำนวณหาค่า Sine ของ x ใช้คำนวณหาค่า Hyperbolic sine.ของ x ใช้คำนวณหาค่า Inverse sine. ของ x ใช้คำนวณหาค่า Inverse hyperbolic sine. ของ x |
| cos(x) cosh(x) acos(x) acosh(x) | ใช้คำนวณหาค่า cos ของ x ใช้คำนวณหาค่า Hyperbolic cos.ของ x ใช้คำนวณหาค่า Inverse cos ของ x ใช้คำนวณหาค่า Inverse hyperbolic cos. ของ x |
| tan(x) tanh(x) atan(x) atan2(x) atanh(x) | ใช้คำนวณหาค่า Tangent ของ x ใช้คำนวณหาค่า Hyperbolic Tangent.ของ x ใช้คำนวณหาค่า Inverse Tangent. ของ x ใช้คำนวณหาค่าFour quadrant inverse tangent ของ x ใช้คำนวณหาค่า Inverse hyperbolic Tangent ของ x |
| sec(x) sech(x) asec(x) asech (x) | ใช้คำนวณหาค่า Secant. ของ x ใช้คำนวณหาค่า Hyperbolic Secant.ของ x ใช้คำนวณหาค่า Inverse Secant. ของ x ใช้คำนวณหาค่า Inverse hyperbolic Secant. ของ x |
| csc(x) csch(x) acsc(x) acsch(x) | ใช้คำนวณหาค่า Cosecant ของ x ใช้คำนวณหาค่า Hyperbolic Cosecant.ของ x ใช้คำนวณหาค่า Inverse Cosecant. ของ x ใช้คำนวณหาค่า Inverse hyperbolic Cosecant ของ x |
| cot(x) coth(x) acot (x) acoth(x) | ใช้คำนวณหาค่า Cotangent ของ x ใช้คำนวณหาค่า Hyperbolic Cotangent.ของ x ใช้คำนวณหาค่า Inverse Cotangent. ของ x ใช้คำนวณหาค่า Inverse hyperbolic Cotangent ของ x |
| คำสั่ง | รายละเอียด |
| exp(x) log(x) log10(x) log2(x) pow2(x) nextpow2(x) | ใช้คำนวณหาค่า Exponential. ของ x ใช้คำนวณหาค่า Natural logarithm.ของ x ใช้คำนวณหาค่า Common (base 10) logarithm. ของ x ใช้คำนวณหาค่า Base 2 logarithm and dissect floating point number. ของ x ใช้คำนวณหาค่า เลขยกกำลังที่มี 2 เป็นฐาน ของ x ใช้คำนวณหาค่า ตัวเลขยกกำลังที่มี 2 เป็นฐานที่มีค่าเท่ากับหรือมากกว่า ของ x |
| abs(x) ceil(x) floor(x) round(x) sqrt (x) rem(x,y) sign(x) | ใช้คำนวณหาค่า Absolute ของ x ใช้คำนวณหาค่าจำนวนเต็มใดๆที่ใกล้เคียงกับค่าของ x โดยให้ค่านั้นเข้าใกล้ ? มากที่สุด ใช้คำนวณหาค่าจำนวนเต็มใดๆที่ใกล้เคียงกับค่าของ x โดยให้ค่านั้นเข้าใกล้-? มากที่สุด ใช้คำนวณหาค่าจำนวนเต็มใดๆที่ใกล้เคียงกับค่าของ x โดยถ้าป็นทศนิยมเกิน 0.5 ปัดขึ้น ใช้คำนวณหาค่า Square root. ของ x ใช้คำนวณหาค่าเศษที่เหลือจากการหารกันระหว่าง x และ y ใช้สำหรับกำหนดค่าของ x ใดๆ ให้มีค่าเป็น -1,0,1 ถ้าเป็น -1 แสดงว่าค่าของ x > 0 ถ้าเป็น 0 แสดงว่าค่าของ x = 0 ถ้าเป็น 1 แสดงว่าค่าของ x < 0 |
| การนำ GPS มาประยุกต์ใช้ เพื่อประโยชน์ในการดำเนินชีวิต GPS เป็นเทคโนโลยีที่น่าสนใจและใกล้ตัวเราอย่างมาก และด้วยความสามารถของ GPS ทำให้ สามารถนำข้อมูลตำแหน่ง มาใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น - ระบบนำร่อง (Navigation System) - ระบบติดตามยานพาหนะ (Automatic Vehicle Location) - การสำรวจพื้นที่ (Survey) - การทำแผนที่ (Mapping) เป็นต้น การประยุกต์ใช้งานกับการดำรงชีวิต มีการนำ GPS มาใช้ประโยชน์ในการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นทางรถยนต์ ที่ผู้ผลิตรถยนต์หลายๆ ยี่ห้อ ได้ติดตั้งอุปกรณ์ GPS ไว้บนตัวรถ ทำงานร่วมกับแผนที่ประเทศไทย และแผนที่เมืองต่างๆ บนโลก เพื่อระบุตำแหน่งของรถยนต์บนแผนที่นั้น ก่อให้เกิดประโยชน์ในการเดินทาง การค้นหา สถานที่ และไปยังจุดหมายที่ต้องการได้แม่นยำและรวดเร็ว ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถพัฒนาไป ถึงการแก้ไขปัญหาจราจร ที่ส่วนหนึ่งเกิดจาดผู้ขับขี่ที่ไม่ชำนาญเส้นทาง จนทำให้ขับขี่ได้ช้าลง หรือหลงทางได้ ประยุกต์ใช้ในการเดินทางโดยจักรยาน ซึ่งสามารถบันทึกเส้นทางที่เราต้องการเดินทางไป หรือนำไปยังเส้นทางที่คนอื่นได้บันทึกไว้แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ยังสามารถบอกถึงทิศทางที่จะต้องไป ระยะทางที่เหลือ และระยะทางที่จะถึงปลาย ทางด้วย (ขึ้นกับคุณสมบัติของอุปกรณ์ GPS) ประยุกต์ใช้ในการเดินป่าโดยใช้งานคุณสมบัติของอุปกรณ์แต่ละรุ่น/ยี่ห้อ เช่น การเก็บระยะทาง โดยรวม, นาฬิกา, เข็มทิศ, เวลาพระอาทิตย์ขึ้น-ตก เป็นต้น หรือแม้แต่การติดตามตัวก็สามารถนำ ไปประยุกต์ใช้งานได้ จะเห็นแล้วว่า ประโยชน์ของ GPS มีมากมายหลากหลาย ขึ้นกับว่าจะนำไปประยุกต์ใช้ในทางที่ก่อ ให้เกิดประโยชน์กับตัวเรา หรือในเชิงธุรกิจ อีกทั้งอุปกรณ์ GPS ยังสามารถหาซื้อได้อย่างง่ายดาย หลากหลายรุ่น หลากหลายราคา และหลากหลายฟังก์ชั่นการใช้งาน ตามความต้องการที่จะนำไป ประยุกต์ใช้ได้อีกด้วย ปัจจุบันนี้ได้มีการใช้งาน GPS ในรูปแบบต่างๆดังนี้ - การกำหนดพิกัดของสถานที่ต่าง ๆ การทำแผนที่ งานสำรวจ โดยส่านใหญ่นิยมใช้อุปกรณืที่ สามารถพกพาไปได้ง่าย มีความทนทาน กันน้ำได้ สามารถใช้กับถ่านไฟฉายขนาดมารตฐานได้ - การนำทาง ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางมีหลากหลายแบบและขนาด สามารถนำทางได้ทั้ง ภาพและเสียง ใช้ได้หลายภาษาบางแบบมีภาพเสมือนจริง ภาพสามมิติ และประสิทธิภาพอื่นๆเพิ่ม เติมเช่น multimedia Bluetooth handfree เป็นต้น - การวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน โครงข่ายหมุดดาวเทียม GPS ของกรมที่ดิน (DOLVRS) - การกำหนดจุดเพื่อบรรเทาสาธารณะภัย เช่น เสื้อกั๊กชูชีพที่มีเครื่องส่งสัญญาณจีพีเอส - การวางผังสำหรับการจัดส่งสินค้า - การนำไปใช้ประโยชน์ในขบวนการยุติธรรม เช่นการติดตามบุคคล การติดตามการค้ายาเสพติด - การนำไปใช้ประโยชน์ทางทหาร ดูรายละเอียดเกี่ยวกับอนาคตGPS ทางทหารจากกระทรวง กลาโหมสหรัฐที่นี่ The Future of the Global Positioning System - การกีฬา เช่นใช้ในการฝึกฝนเพื่อวัดความเร็ว ระยะทาง แคลลอรี่ที่เผาผลาญ หรือ ใช้ใน สนามกอล์ฟเอคำนวนระยะจากจุดที่อยู่ถึงหลุม - การสันทนาการ เช่น กำนดจุดตกปลา หาระยะเวลาที่เหมาะสมในการตกปลา การวัดความเร็ว ระยะทาง บันทึกเส้นทาง เครื่องบิน/รถบังคับวิทยุ - ระบบการควบคุมหรือติดตามยานพาหนะ การติดตามบุคคล เพื่อให้ทราบว่ายานพาหนะอยู่ที่ใด มีการเคลื่อนที่หรือไม่ มีการแจ้งเตือนให้กับผู้ติดตามเมื่อมีการเคลื่อนที่เร็วกว่าที่กำหนดหรือ เคลื่อนที่ออกนอกพื้นที่หรือเข้าสู่พื้นที่ที่กำหนด นอกจากนั้นยังสามารถนำไปใช้ในการป้องกัน การโจรกรรมและติดตามทรัพย์สินคืน - การนำข้อมูล GPS มาประกอบกับภาพถ่ายเพื่อการท่องเที่ยว การทำรายงานกิจกรรม เป็นต้น โดยจะต้องมีเครื่องรับสัญญาณดาวเทียมติดตั้งอยู่กับกล้องบางรุ่น หรือการใช้ GPS Data Logger ร่วมกับ Software อ้างอิงจาก |
แว่นตาไฮเทคของโอลิมปัสนี้มีชื่อว่า MEG4.0 ถูกนิยามว่าเป็นต้นแบบจอภาพขนาดจิ๋วพิเศษที่สามารถสวมใส่ได้ หรือ ultra-compact wearable display prototype การเปิดตัวครั้งนี้เป็นความคืบหน้าล่าสุดของโอลิมปัส หลังจากสำนักข่าว Engadget เคยรายงานในปี 2005 ว่าโอลิมปัสเป็นบริษัทล่าสุดที่ลงทุนพัฒนาสินค้าประเภทหน้าจอสวมใส่ได้ ต้นแบบแว่นตาอัจฉริยะของโอลิมปัสสามารถแสดงภาพความละเอียด QVGA ขนาด 320x240 พิกเซล ตัวแว่นสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พกพาทั้งแท็บเล็ตและโทรศัพท์มือถือได้ผ่านระบบไร้สาย Bluetooth ระบบแสดงผลสามารถโชว์ภาพโปร่งใสเพื่อให้ผู้ใช้สามารถมองเห็นโลกภายนอกได้ขณะที่ยังสวมใส่อยู่ โอลิมปัสยืนยันว่าภาพจากแว่นตาอัจฉริยะนี้จะมีความสว่างสดใสชัดเจน และใช้พลังงานน้อย ที่สำคัญคือสามารถให้ภาพคมชัดเมื่อใช้งานนอกอาคาร ทั้งหมดนี้ตัวแว่นมีน้ำหนักเพียง 30 กรัมเท่านั้น ข้อมูลระบุว่า ต้นแบบแว่นสามารถฉายภาพในโหมด projection mode ต่อเนื่องนาน 2 ชั่วโมง ขณะที่การใช้งานระบบเสมือน หรือ visual fun จะทำงานได้ 8 ชั่วโมง อีกจุดที่น่าสนใจคือ ตัวแว่นจะฝังระบบเซ็นเซอร์ accelerometer เพื่อให้ระบบรู้องศาการเอียงศีรษะเมื่อสวมใส่ จุดนี้จะทำให้ผู้ใช้สามารถควบคุมหรือใช้งานแอปพลิเคชันตามการเคลื่อนไหวได้ ข้อแตกต่างสำคัญของ MEG4.0 เมื่อเทียบกับ Project Glass ของกูเกิล คือแว่นตาของโอลิมปัสนั้นไม่มีกล้องดิจิตอลอยู่ภายใน ซึ่งอาจทำให้จุดยืนสินค้าแว่นของโอลิมปัสต่างจากแว่นของกูเกิล โดยแม้จะยังไม่มีการเปิดเผยคุณสมบัติที่แน่ชัด แต่กูเกิลระบุว่าตัวแว่นจะมาพร้อมกล้องดิจิตอล, หน่วยประมวลผลประสิทธิภาพสูง, หน่วยความจำที่เหมาะสม และมี touch pad หรือพื้นที่สำหรับให้ผู้ใช้แตะนิ้วเพื่อควบคุมการทำงานเครื่อง ที่สำคัญ Project Glass ยังจะมีไมโครโฟน, ลำโพง, รองรับคลื่นความถี่หลากหลาย, ติดตั้งระบบเซ็นเซอร์หลายตัวเพื่อตรวจจับการเคลื่อนไหว และมีระบบเข็มทิศ สรุปคือ กูเกิลวาง Project Glass ในฐานะแว่นตาอัจฉริยะที่เป็นเหมือนคอมพิวเตอร์เครื่องจิ๋วซึ่งทำให้ผู้ใช้สามารถค้นหาข้อมูล, อ่านข้อความ text ในอุปกรณ์พกพา, ชมวิดีโอออนไลน์, โพสต์ภาพและวิดีโอเข้าสู่เครือข่ายสังคม และทำงานอีกหลายอย่างโดยผู้ใช้ไม่ต้องเสียเวลาแตะหน้าจอ หรือล้วงหยิบอุปกรณ์ของตัวเองจากในกระเป๋า โดยล่าสุดกูเกิลประกาศให้นักพัฒนาผู้ร่วมงานประชุมนักพัฒนาประจำปี Google I/O (จัดขึ้นเมื่อปลายเดือน มิ.ย.) สามารถจ่ายเงินจองแว่น 1,500 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 46,500 บาทเพื่อรับแว่นในปี 2013 แม้จะยังไม่ได้จัดส่งในวันนี้ แต่การเปิดให้สั่งจองแว่น Project Glass ครั้งนี้ทำให้ถูกมองว่าเป็นพัฒนาการสำคัญที่แสดงว่าแว่นอัจฉริยะนี้กำลังจะพร้อมออกสู่ตลาดแมสในเร็ววัน โดยจุดประสงค์ของการเปิดขายต้นแบบแว่นอัจฉริยะของกูเกิลนี้คือการเปิดกว้างให้นักพัฒนาช่วยกันเสนอข้อควรปรับปรุงแว่นตาพันธุ์ใหม่ ขณะเดียวกันก็ร่วมกันพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อให้แว่นตานี้สามารถทำประโยชน์ได้มากขึ้น ทั้งหมดนี้ เซอร์เกย์บริน (Sergey Brin) ผู้ร่วมก่อตั้งกูเกิลระบุว่าแว่นตานี้คือเทคโนโลยีใหม่ที่กูเกิลต้องการให้นักพัฒนาทุกคนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางเพื่อให้แว่นตานี้สามารถเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคจะได้ใช้งานโดยเร็วที่สุด ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าหากโครงการนี้สามารถพัฒนาได้ต่อเนื่อง แว่นอัจฉริยะรุ่นราคาไม่แพงจากกูเกิลจะสามารถเริ่มทำตลาดได้ในปี 2014 กูเกิลเชื่อมั่นว่าแว่นตานี้จะทำให้วิถีการใช้งานเทคโนโลยีของผู้บริโภคเปลี่ยนไป โดยเฉพาะวิถีการแบ่งปันหรือการแชร์ภาพและวิดีโอของผู้ที่มีกิจกรรมแหวกแนว จากการสาธิต ผู้สวมแว่นของกูเกิลจะสามารถเห็นแผนที่หรือข้อความจากเพื่อนจากแว่นตา หากต้องการแชตกับเพื่อนก็สามารถทำได้จากแว่นตานี้โดยไม่ต้องถือจับอุปกรณ์พกพา เช่นเดียวกับการถ่ายภาพ ผู้ใช้จะไม่ต้องหยิบกล้องถ่ายรูปขึ้นมาเล็งอีกต่อไป รวมถึงการซื้อสินค้าบนโลกออนไลน์ที่จะไม่ต้องมีการแตะหน้าจอสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต นอกจากกูเกิล แอปเปิล (Apple) ก็มีท่าทีกำลังพัฒนาแว่นตาคอมพิวเตอร์เช่นกัน โดยบริษัทได้ยื่นจดสิทธิบัตรเทคโนโลยีหน้าจอระบบฝังตัวในแว่นตา และล่าสุดแอปเปิลเพิ่งได้รับสิทธิบัตรอุปกรณ์เสริมในรูปหน้าจอสวมศีรษะที่สามารถฉายภาพโดยตรงสู่ดวงตาผู้ใช้ได้เช่นกัน ไม่เพียงแว่นตา บริษัทไอทียังมองเห็นความเป็นไปได้ในการพัฒนาคอนแทกต์เลนส์จิ๋วที่เป็นคอมพิวเตอร์ในตัวได้ จุดนี้มีรายงานว่า บาบัก พาร์วิซ (Babak Parviz) หนึ่งในทีมพัฒนาแว่นตาของกูเกิลซึ่งมีความเชี่ยวชาญเทคโนโลยีชีวภาพนั้นเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาคอนเทกต์เลนส์อิเล็กทรอนิกส์ด้วย ซึ่งทั้งหมดยังไม่มีรายงานเพิ่มเติมในขณะนี้ ทั้งหมดนี้สอดคล้องกับงานวิจัยของบริษัทฟอร์เรสเตอร์รีเสิร์ช (Forrester Research) ซึ่งวิเคราะห์ว่าอุปกรณ์ประมวลผลที่สามารถสวมใส่ได้จะนำไปสู่ “สงครามแพลตฟอร์มใหม่” ในอนาคต ซึ่งจะยกระดับจากศึกชิงแชมป์แอปพลิเคชันพกพาในปัจจุบันที่มีผู้เล่นหลักเพียงแอปเปิล กูเกิล ไมโครซอฟท์ อเมซอน และเฟซบุ๊ก |
ไมโครซอฟท์ออฟฟิศนั้นเป็นโปรแกรมสร้างงานเอกสารที่มีผู้ใช้งานมากกว่า 1 พันล้านคนทั่วโลก โดยถูกติดตั้งบนคอมพิวเตอร์ของหน่วยงานธุรกิจมากกว่า 90% ที่ผ่านมา ไมโครซอฟท์ออฟฟิศเป็นหนึ่งในสินค้าหลักที่ทำเงินให้ไมโครซอฟท์มากกว่า 1.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ล่าสุดไมโครซอฟท์เปิดรายละเอียดโปรแกรมออฟฟิศเวอร์ชันใหม่ในชื่อออฟฟิศ 2013 ที่ซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา โดยสตีฟ บอลล์เมอร์ (Steve Ballmer) ซีอีโอไมโครซอฟท์ประกาศว่าออฟฟิศ 2013 นั้นเป็นซอฟต์แวร์เจเนอเรชันใหม่ที่ผสานความสวยงามและการใช้งานลักษณะเดียวกับที่ไมโครซอฟท์สร้างสรรค์ให้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 8 (สำหรับคอมพิวเตอร์พีซี) และระบบปฏิบัติการวินโดวส์โฟน (สำหรับสมาร์ทโฟน) งานนี้ซีอีโอไมโครซอฟท์ระบุว่า ออฟฟิศ 2013 เป็นเวอร์ชันที่พัฒนายากที่สุดที่ไมโครซอฟท์เคยพัฒนามา โดยออกแบบให้ตรงความต้องการของกลุ่มนักเรียน ครอบครัว และผู้บริโภคทั่วไปที่ต้องการใช้งานเชิงธุรกิจ โปรแกรมย่อยในออฟฟิศ 2013 ทั้งโปรแกรมประมวลผลคำ Word, โปรแกรมรับส่งเมล Outlook, โปรแกรมงานคำนวณ Excel, โปรแกรมช่วยบันทึก OneNote และโปรแกรมงานนำเสนอ PowerPoint ล้วนถูกพัฒนาให้สามารถทำงานบนอุปกรณ์หน้าจอสัมผัสได้ดีขึ้น ผลจากอุปกรณ์หน้าจอสัมผัสถูกใช้งานแพร่หลายทั้งโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ต ซึ่งการสำรวจล่าสุดพบว่า ชาวออนไลน์มากกว่าครึ่งนั้นมีอุปกรณ์หน้าจอสัมผัสมากกว่า 3 อุปกรณ์ ไมโครซอฟท์ระบุว่า การสำรวจพบว่าชาวออนไลน์มากกว่า 60% ระบุว่าใช้งานอุปกรณ์เดียวกันในการทำงานและจัดการชีวิตส่วนตัว ดังนั้นไมโครซอฟท์จึงต้องปรับปรุงให้ออฟฟิศ 2013 สามารถรองรับการทำงานกับหน้าจอสัมผัสได้ดีขึ้น ทำให้ผู้ใช้สามารถใช้งานได้ทั้งบนพีซีและแท็บเล็ต ครั้งนี้ไมโครซอฟท์ปรับให้ออฟฟิศ 2013 รองรับไฟล์ต่างค่ายให้ยืดหยุ่นมากขึ้น เช่นในโปรแกรม Word ผู้ใช้จะสามารถแก้ไขไฟล์นามสกุล PDF และบันทึกกลับเป็นฟอร์แมตของค่ายอะโดบี (Adobe) ได้เช่นเดิม ขณะเดียวกันก็ปรับปรุงให้ผู้ใช้สามารถแนบคลิปวิดีโอของยูทิวบ์ (YouTube) ได้ง่ายขึ้น ที่น่าสนใจคือ ไมโครซอฟท์ปรับให้ผู้ใช้สามารถอ่านเอกสารได้บนทุกอุปกรณ์ตั้งแต่สมาร์ทโฟนถึงพีซี โดยโปรแกรมจะช่วยจัดหน้าเอกสารให้เข้ากับขนาดหน้าจออุปกรณ์ที่แตกต่างกันโดยอัตโนมัติ และหากผู้ใช้เปิดอ่านหรือแก้ไขเอกสารค้างอยู่ตำแหน่งใด ผู้ใช้จะสามารถอ่านเอกสารในตำแหน่งนั้นเมื่อมีการเปิดขึ้นใหม่บนอุปกรณ์ใดๆ ก็ตาม เคล็ดลับที่ทำให้ออฟฟิศ 2013 สามารถจำข้อมูลตำแหน่งล่าสุดของหน้าเอกสารที่ถูกเปิดได้ คือข้อมูลตำแหน่งจะถูกซิงก์หรือเชื่อมไปยังคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะและแท็บเล็ตผ่านบัญชีผู้ใช้ที่ผูกกับบริการออนไลน์ SkyDrive โดยอัตโนมัติ ซึ่งโปรแกรมย่อยในออฟฟิศ 2013 จะล้วนสามารถผูกกับ SkyDrive เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงเอกสารได้ทุกที่ทุกเวลา ในส่วนโปรแกรม Outlook ข้อมูลปฏิทินงานและรายละเอียดข้อมูลผู้ติดต่อถูกนำมาแสดงไว้ที่หน้าหลักสำหรับแสดงอีเมล ทั้งหมดนี้ไมโครซอฟท์ให้ชื่อคุณสมบัติว่า “Peeks” เพื่อเป็นตัวช่วยให้ผู้ใช้สามารถเรียกดูการนัดหมายบนปฏิทินและรายชื่อผู้ติดต่อที่เกี่ยวข้องได้จากเพจเดียว โปรแกรมนำเสนองาน PowerPoint ถูกปรับให้การแทรกไฟล์จากบริการอื่นทำได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันก็ปรับให้ผู้ใช้สามารถฉายเอกสารไปจนฉากโดยที่ผู้พูดสามารถดูโน้ตที่บันทึกไว้ในแต่ละสไลด์บนแท็บเล็ตหรือพีซีได้พร้อมกัน โปรแกรมบันทึก OneNote จะสามารถจดจำลายมือผู้เขียนได้ทั้งจากการสัมผัสด้วยนิ้วหรือการใช้ปากกาสไตลัส ซึ่งจะทำให้การจดบันทึกบนอุปกรณ์พกพาทำได้ง่ายโดยไม่ต้องพึ่งพาคีย์บอร์ดหรือเมาส์คอมพิวเตอร์ตามปกติ งานนี้ไมโครซอฟท์ไม่ได้มองข้ามการปรับปรุงด้านเครือข่ายสังคม ซึ่งมีบทบาทมากขึ้นในองค์กรธุรกิจยุคดิจิตอล สิ่งที่ไมโครซอฟท์ทำคือการเปิดทางให้ผู้ใช้สามารถติดตามงานหรือเอกสารที่เพื่อนร่วมงานทำอยู่ ในลักษณะเดียวกับการติดตามเรื่องราวของเพื่อนฝูงบนเฟซบุ๊ก จุดนี้เป็นผลจากการซื้อกิจการเครือข่ายสังคมนาม Yammer ด้วยเงิน 1.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ และการซื้อกิจการบริการ โทร.ผ่านอินเทอร์เน็ตอย่าง Skype ซึ่งจะทำให้ระบบโทรศัพท์และระบบแชตถูกฝังไว้โดยตรงกับซอฟต์แวร์ออฟฟิศ ทั้งหมดนี้ นักวิเคราะห์จากฟอร์เรสเตอร์รีเสิร์ช ซาราห์ รอตแมน อิปป์ส (Sarah Rotman Epps) มั่นใจว่าออฟฟิศ 2013 จะเป็นซอฟต์แวร์ที่สามารถทำยอดจำหน่ายถล่มทลายเพราะคุณสมบัติใหม่ที่ล้วนออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ชาวดิจิตอล แต่ออฟฟิศ 2013 ก็ยังมีความเสี่ยงเพราะคู่แข่งของไมโครซอฟท์รุกคืบไปพัฒนาคุณสมบัติด้านอุปกรณ์พกพาก่อนแล้ว และให้บริการฟรีหรือคิดค่าบริการต่ำมากมาก่อน การเปลี่ยนแปลงของออฟฟิศ 2013 ถูกมองว่าเป็นการตอบโต้ชุดซอฟต์แวร์เอกสารออนไลน์อย่าง Google Apps ซึ่งให้บริการบนเว็บไซต์กูเกิลโดยมีค่าธรรมเนียมต่ำกว่า 50 เหรียญสหรัฐต่อผู้ใช้ต่อปี จุดนี้ไมโครซอฟท์ส่งผลิตภัณฑ์อย่าง Office 365 ลงมาแข่งขันอย่างเต็มตัวในราคาเท่ากัน โดยในอนาคต ไมโครซอฟท์ระบุว่าจะวางจำหน่ายโปรแกรม Office 2013 ในฐานะซอฟต์แวร์ที่ทำงานเชิงเดี่ยว (standalone) และจะจำหน่ายในรูปแบบสมาชิกควบคู่กันไป ซึ่งล่าสุดไมโครซอฟท์ยังไม่เปิดเผยกำหนดการเปิดตัว Office 365 สำหรับผู้ใช้ iPad แต่คาดว่าจะมีการพัฒนาให้รองรับแพลตฟอร์มอื่นด้วยต่อไป ทั้งหมดนี้ถือเป็นความคืบหน้าล่าสุดของโปรแกรมออฟฟิศ 2013 โดยช่วง 9 เดือนตั้งแต่กรกฎาคม 2554 ถึงมีนาคม 2555 แผนกซอฟต์แวร์ออฟฟิศสามารถทำกำไรจากการดำเนินงานได้ถึง 1.16 หมื่นล้านเหรียญ คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของกำไรไมโครซอฟท์ Company Related Link : Microsoft Office |
ในที่สุดก็ได้ทราบเสียทีสำหรับแผนกำหนดการเปิดตัวระบบปฏิบัติการใหม่อย่างวินโดวส์ 8 ที่แฟนไมโครซอฟท์ต่างรอคอยว่าจะได้เริ่มใช้งานจริงเมื่อใด ล่าสุดรายงานจากเว็บบล็อกอย่างเป็นทางการของไมโครซอฟท์ระบุว่า สตีเวน ไซนอฟสกี (Steven Sinofsky) ได้ประกาศว่าระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 8 จะปล่อยให้ผู้ใช้ได้เริ่มอัปเกรด 26 ตุลาคม 2012 ทั้งนี้ ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 8 จะวางจำหน่ายออกเป็น 2 รูปแบบ โดยรูปแบบแรกวินโดวส์ 8 จะติดตั้งพร้อมใช้งานเสร็จสรรพกับผู้ใช้ที่ได้ซื้อคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเครื่องใหม่ (PC) กับอีกรูปแบบหนึ่งคือ จะเป็นรูปแบบในการอัปเกรดจากผู้ใช้ระบบปฏิบัติการเดิมของไมโครซอฟท์ เช่น วินโดวส์ 7 (Windows 7) วินโดวส์ วิสต้า (Windows Vista) และวินโดวส์ เอ็กซ์พี (Windows XP) ส่วนความเคลื่อนไหวล่าสุดของไมโครซอฟท์ นอกจากจะมีการปล่อยระบบปฏิบัติการใหม่แล้ว ยังมีชุดออฟฟิศเวอร์ชันใหม่ Office 2013 วางจำหน่ายด้วยเช่นกัน ซึ่งจุดเด่นของออฟฟิศ 2013 จะเป็นด้านของการรองรับการใช้งานบนอุปกรณ์หน้าจอสัมผัสทั้งสมาร์ทโฟน และแท็บเล็ต รวมถึงการรองรับการใช้งานไฟล์เอกสารนามสกุล .PDF ของค่ายอะโดบี (Adobe) ให้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย |